วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ตะลุยแดดร้อนที่พระราชวังไดโนย เมืองเว้ เวียตนาม

สถานที่ท่องเที่ยวที่ไกด์พาเราไปชมพระราชวังไดโนย เป็นที่ประทับที่ทำการของระบบพระราชวงค์สุดท้ายของประเทศเวียตนามคือพระราชวงเหวียนมี พระเจ้าแผ่นดิน 13 พระองค์ ที่ได้ครองราชย์ช่วง ค.ศ.1802-1945 
พร้อมฝ่าแสงแดดร้อนๆ ชื้อหมวกเวียตนามใส่หาแว่นตาดำมาใส่ ฮ่าๆๆ 
 ภูมิศาสตร์ เมืองเว้ ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศเวียดนาม ริมฝั่งแม่น้ำหอม ถัดเข้ามาในแผ่นดินจากริมฝั่งทะเลจีนใต้เพียง 2-3 ไมล์ ห่างจากกรุงฮานอยไปทางใต้ประมาณ 540 กิโลเมตร และห่างจากนครโฮจิมินห์ไปทางเหนือประมาณ 644 กิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง ซึ่งเต็มไปด้วยหินภูเขาไฟ หาดทราย เนินทราย และทะเลสาบ นอกจากนี้ยังเป็นเขตพื้นที่ป่าไม้สำคัญที่สุดของเวียดนาม ส่วนสภาพภูมิอากาศในเมืองเว้ ค่อนข้างร้อนตลอดทั้งปี โดยรวมมีเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูร้อน ช่วงปลายเดือนตุลาคม – เมษายน ส่วนฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม อุณหภูมิสูงสุดวัดในหน้าร้อนเกือบ 40 องศาเซลเซียส และต่ำสุด 20 องศาเซลเซียส
 ประวัติศาสตร์ของเมืองเว้ เดิมเป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ใจกลางของประเทศเวียดนาม ซึ่งอยู่ในความปกครองของขุนนางเหวียนฮวาง (Nguyen Hoang) ในแผ่นดินของราชวงศ์เล แต่ราชวงศ์ปกครองได้ไม่นานก็เกิดสงครามแบ่งแยกดินแดนขึ้น ทางตอนเหนือและตอนใต้ เหวียนฉวาง หรือที่คนไทยรู้จักพระองค์ในชื่อว่า องเชียงสือ ซึ่งเป็นผู้ปกครองเวียดนามใต้อยู่ในขณะนั้นได้ปราบกบฏลง และรวบรวมดินแดนทางตอนเหนือและตอนใต้เข้าไว้ด้วยกัน ในปี พ.ศ. 2345 พร้อมกับสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิยาลองแห่งราชวงศ์เหวียน มีศูนย์กลางการปกครองอยู่เมืองเว้
แต่หลังจากที่พระเจ้ายางลองปกครองได้เพียง 33 ปี ฝรั่งเศสก็บุกเข้าโจมตีเมืองเว้ ในช่วงระยะเวลานี้จักรพรรดิผลัดกันขึ้นสู้ชิงบัลลังก์ในช่วงสั้นๆ การเดินขบวนต่อต้านฝรั่งเศสและการต่อสู้กับลัทธิจักรพรรดินิยม รวมถึงเหตุการณ์ต่อมาคือ การยึดครองของญี่ปุ่นในมหาสงครามเอเชียบูรพาเมื่อปี พ.ศ. 2488 และในสิงหาคมปีเดียวกันนี้เองที่ พระเจ้าเบ๋าได่ ได้สละราชสมบัติ จึงถือได้ว่าเมืองเว้ เป็นจุดต้นเริ่มต้นราชวงค์เหวียน และเป็นราชธานีสุดท้ายของราชวงศ์เหวียนเช่นกัน
แม้ว่า เมืองเว้ จะได้รับความเสียหายจากพิษภัยของสงครามรวมชาติเวียดนามไปบ้าง แต่ก็ยังคงหลงเหลือร่องรอยแห่งความเจริญรุ่งเรืองของนครจักรพรรดิอยู่อีกไม่น้อยเช่นกัน แต่ละแห่งล้วนมีเรื่องราวน่าสนใจมากมายให้นักเดินทางได้เข้าไปเยี่ยมชม ตั้งแต่พระราชวัง สุสานจักรพรรดิ ตลอดตนแม่น้ำหอม แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านใจกลางเมือง และด้วยความเจริญรุ่งเรืองในอดีต โบราณสถานอันงดงามและทรงคุณค่า วัฒนธรรมที่มีแบบฉบับของตนเอง เว้ จึงได้รับการยืนยันจาก องค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2536 สิ่งเหล่านี้เองที่เป็นมนต์เสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยี่ยมเยือนเมืองมรดกโลกริมแม่น้ำหอมที่ไม่ได้สูญหายไปพร้อมกับกาลเวลาแห่งนี้

เอียงซ้ายขวาหามุมงามองกำแพงเมืองโบราณ
 เป็นพระราชวังแห่งเดียวในประเทศเวียดนาม รวมถึงเป็นที่ประทับของกษัตริย์ราชวงศ์เหงียนทั้ง13 พระองค์โดยพระราชวังเว้สร้างตามแบบของพระราชวังต้องห้ามในประเทศจีน แต่ย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลง โดยมีสถาปนิก ชาวฝรั่งเศษเป็นผู้ออกแบบก่อสร้าง  พระราชวังเว้มีกำเเพงความยาว 2.5 กิโลเมตรแบ่งเป็นส่วนหน้า เรียก กิงถั่น ส่วนกลาง ซึ่งเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ เรียก ไถหว่า และส่วนในที่สำคัญมากคือพระราชวังต้องห้ามเป็นที่ประทับขององค์พระราชินี นางสนมและกลุ่มคนรับใช้ ขันที เรียกว่า ตื๋อกั๋มถั่น  ซึ่งพื้นที่ชั้นในของพระราชวังจะเหลือตำหนักสำคัญๆอยู่ไม่กี่แห่ง เนื่องจากเคยถูกฝรั่งเศสเผามาครั้งหนึ่ง ในค.ศ. 1945 พระราชวังร้างแห่งนี้เป็นที่ซ่องสุมของพวกเวียดกงในสมัย สงครามเวียดนาม จึงถูกกองทัพสหรัฐถล่มเป็นเหตุให้พระราชวังเสียหายยับเยิน   


หลบร้อน กับชุดอ่าวหญ่าย

อ่าวหญ่าย (Ao dai) เป็นชุดประจำชาติของประเทศ เวียดนาม ที่ประกอบไปด้วยชุดผ้าไหมที่พอดีตัวสวมทับกางเกงขายาวซึ่งเป็นชุดที่มักสวมใส่ในงานแต่งงานและพิธีการสำคัญของประเทศ มีลักษณะคล้ายชุดกี่เพ้าของจีน ในปัจจุบันเป็นชุดที่ได้รับความนิยมจากผู้หญิงเวียดนาม ส่วนผู้ชายเวียดนามจะสวมใส่ชุดอ่าวหญ่ายในพิธีแต่งงาน หรือพิธีศพ




 พระราชวังเมืองเว้หรือวังไดโน้ย (Hue Royal Palace or Dai Noi Palace) ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2536 เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองเว้ และเคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิในราชวงศ์เหงียนทุกพระองค์ตลอดระยะเวลา146 ปี ตั้งแต่พ.ศ. 2345 จนถึง 2491 

หากใครเคยอ่านประวัติศาสตร์ไทยยุคปลายกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็จะทราบว่าในปีพ.ศ.2321 เกิด "กบฏไตเซิน" ขึ้นในประเทศเวียดนาม เป็นการแย่งชิงราชบัลลังค์ในราชวงศ์ใตเซิ้น จนโอรสองค์ที่ 4 ของกษัตริย์เวียดนามที่มีชื่อว่า  “เหงียน ฟุก อั๊ญ “ ได้หลบเข้ามาขอลี้ภัยอยู่ในประเทศไทย

หลังจากนั้นอีก 4 ปี “เหงียน ฟุก อั๊ญ“ หรืออีกพระนามหนึ่งก็คือ "องค์เชียงสือ" ได้เสด็จกลับไปครองราชย์ และเอาชนะ กบฏไตเซินได้อย่างเด็ดขาดเมื่อปีพ.ศ.2345 ซึ่งการปราบกบฏครั้งนี้ได้รับความช่วยเหลือจากฝรั่งเศส 

1 มิถุนายนปีเดียวกันทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสและมีพระนามใหม่ว่า “สมเด็จพระจักรพรรดิซา ล็อง” (หรือพระเจ้ายาลองตามประวัติศาสตร์ของไทย)พร้อมกับย้ายเมืองหลวงจากเมืองฮานอยมาอยู่ที่เมืองเว้ ซึ่งก็คือ "วังไดโน้ย" ในปัจจุบัน

วังไดโน้ยหรือพระราชวังเว้ สมัยแรกนั้นมีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ แต่ถูกโจมตีจากกองทัพฝรั่งเศสสมัยล่าอาณานิคมจนเสียหาย  หลังจากเวียดนามตกเป็นของฝรั่งเศสเรียบร้อยแล้ว  รัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้สร้างพระราชวังขึ้นมาใหม่โดยจำลองมาจากวังกู้กงหรือพระราชวังต้องห้ามที่กรุงปักกิ่ง และพระราชวังแห่งใหม่นี้ใช้เป็นที่ประทับของจักรพรรดิเวียดนามมาจนถึงพระองค์สุดท้าย คือ “จักรพรรดิบ่าวได๋”

พระราชวังเมืองเว้ที่เห็นในปัจจุบันจึงเท่ากับแบ่งเป็นสองยุค ยุคแรกเป็นยุคพระราชวังเดิมที่สร้างในสมัยพระเจ้ายาลอง(ซา ล็อง) ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เหงียน(Nguyen dynasty) โดยทรงสร้างหลังขึ้นครองราชย์เมื่อปี พศ.2328 (สมัยพระพุทธยอดฟ้า)

ส่วนยุคที่สองเป็นยุคที่เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสเห็นว่าพระราชวังไดโน้ยได้รับความเสียหายจากการสู้รบ จึงสร้างพระราชวังขึ้นมาใหม่ในพื้นที่เดิม แต่ขยายพื้นที่ออกไปจาก 5 ไร่ เป็น 5 ตารางกิโลเมตร (1,200ไร่)

พระราชวังไดโน้ยมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ล้อมรอบด้วยคูน้ำขนาดใหญ่ทั้งสี่ด้าน (คล้ายกับพระราชวังสวนจิตรลดา) มีกำแพงอิฐขนาดใหญ่ถึง 3 ชั้น กำแพงชั้นนอกมีความยาวตลอดแนว 11 กิโลเมตร หรือยาวด้านละ 2.5 กิโลเมตร สูง 6 เมตร หนา 2 เมตร มี 11 ประตู มี 24 ป้อมปราการ มีเนื้อที่ประมาณ 5 ตารางกิโลเมตร 

พระราชวังแห่งนี้ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์ในราชวงศ์เหงียนมาทุกพระองค์ ตั้งแต่จักรพรรดิยาลอง องค์ที่ 1 จนถึงจักรพรรดิเบ่าได๋ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย หรือองค์ที่ 13 ที่ทรงสละอำนาจให้กับรัฐบาลของประธานาธิบดีโงดินห์เดียม เมื่อปี พ.ศ. 2488 (สมัยรัชกาลที่ 8 ของราชวงศ์จักรี)

วังไดโน้ยหรือพระราชวังเมืองเว้ ได้รับความเสียหายมาหลายครั้งเช่น ถูกทำลายจากสมัยสงครามฝรั่งเศส ถูกปลวกกิน ถูกไฟใหม้ ถูกพายุ และถูกทำลายจากสงครามเวียดนาม 

ในช่วงสงครามเวียดนาม ระบอบกษัตริย์ถูกยกเลิก จักรพรรดิ์บ่าวได๋เสด็จลี้ภัยอยู่ที่ฝรั่งเศส ทำให้พระราชวังถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานาน จนชาวบ้านเข้าไปทำนา เลี้ยงสัตว์ เนื่องจากมีพิ้นที่ถึง 1200 ไร่

หลังจากเวียดนามเปลี่ยนการปกครองแบบคอมมิวนิสต์มาเป็นประชาธิปไตย(ในนามของพรรคคอมมิวนิสต์) พร้อมกับเปิดประเทศเพื่อทำมาค้าขายเช่นเดียวกับประเทศจีนในสมัยอดีตนายก เติ้ง เสี่ยวผิง เป็นผู้นำ ประเทศเวียดนามจึงได้พัฒนามาตามลำดับ 

ต่อมาองค์การยูเนสโก้ได้ประกาศให้พระราชวังเมืองเว้ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2536 (ส่วนอ่าวฮาลองเบย์ และเมืองเก่าฮอยอันได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในอีก 6 ปีต่อมา)








 ในสมัยที่เวียดนามปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ระบอบกษัตริย์ถูกทำลาย พระราชเมืองเว้ไม่มีใครสนใจ เนื่องจากรัฐบาลเวียดนามในขณะนั้นถือว่า "พระราชวังแห่งนี้เป็นตัวแทนของระบอบศักดินา" จึงถูกปล่อยทิ้งร้างไปพร้อมๆกับสถานที่สำคัญๆอีกหลายแห่งที่เป็นของจักรพรรดิ

การที่รัฐบาลได้บูรณะพระราชวังและสถานที่สำคัญของจักพรรดิขึ้นมาใหม่ ก็ด้วยเหตุผลเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น ไม่ได้บูรณะเพื่อยกย่องเชิดชูสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด

 ในสมัยที่ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส  คนเวียดนามมีความรู้สึกเกลียดชังจักรพรรดิของตนเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่สนใจความทุกข์ยากของประชาชน  คอยแต่จะเอาใจฝรั่งเศสเพื่อรักษาสถานภาพของตนเอง 
จักรพรรดิบางองค์ถูกชาวเวียดนามขับไล่ออกนอกประเทศ และลี้ภัยอยู่ที่ฝรั่งเศส ดีที่บ้านเรายังมีความจงรักษ์ภักดี กันอยู่นะครับ





เบื่อเดินชมแล้วร้อนเหงือไหล จะขอชิมน้ำมะพร้าว แม่ค้าไม่รับเงินบาท อดเลยต้องเดินอีกกว่าสองกิโลเมตรกว่าจะถึงลานจอดรถ เฮ้อ

บ้าร้อนเสียแล้วครับผม ไม่ลืมขอบคุณตากล้องประจำตัวคุณหมอแสงวรรณ์ กันทะวงค์ และผู้จัดทริบนี้เป็นอย่างสูง






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

อะไรกันนี่